วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิตามินอี (Vitamin E) ต้านอนุมูลอิสระ


      วิตามินอี(Vitamin E) เป็นวิตามินชนิดที่ละลายในไขมัน วิตามินอี(Vitamin E)ยังมีอีกชื่อเรียกอีกอย่างว่า โทโคฟีรอล(tocopherol) วิตามินอี(Vitamin E) จะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็กได้ต้องอาศัยพวกเกลือน้ำดีและไขมันช่วยในการดูดซึม วิตามินอี(Vitamin E)ในร่างกายมักสะสมตามกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อไขมัน ส่วนเนื้อเยื่ออื่นๆ จะมีวิตามินอี(Vitamin E)อยู่เพียงเล็กน้อย บทบาทที่สำคัญของวิตามินอี (Vitamin E) คือ

  • เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant)
  • ช่วยป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลว
    รักษาสุขภาพของหัวใจ
  • ป้องกันการเป็นหมัน
  • กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ขยันทำงาน
  • ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง
  • ลดความเสียหายจากภาวะโรคเบาหวาน
  • ยับยั้งการทำลายสมองจากโรคอัลไซเมอร์
  • ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด
       วิตามินอี(Vitamin E)ทำหน้าที่คล้ายกองกำลังลาดตระเวน คอยกลบดานปกป้องผนังเซลล์โดยขะดักจับอนุมูลอิสระที่ผ่านจากเลือดเข้ามา ทำให้อนุมูลเหล่านี้หมดฤทธิ์ในทันที นอกจากนี้วิตามินอี(Vitamin E)ยังช่วยหยุดฤทธิ์ของสารก่อมะเร็งอื่นๆ เช่น สารไนโตรซามีน(nitrosamine) ได้ด้วย ดังนั้นผู้ที่ได้รับวิตามินอี(Vitamin E)จากอาหารเป็นประจำจึงมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคมะเร็งน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับวิตามินอี(Vitamin E)เลย นอกจากวิตามินอี(Vitamin E)จะช่วยป้องกันโรคต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ยัพบว่าวิตามินอี(Vitamin E)บนผนังเยื่อปอดนั้นช่วยป้องกันอันตรายจากมลพิษในสิ่งแวดล้อมให้กับเยื่อปอด วิตามินอี(Vitamin E)ในเลนส์ตาช่วยป้องกันปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดต้อกระจก และวิตามินอี(Vitamin E)บนผิวหนังช่วยป้องกันผนังเซลล์ ทำให้ผิวสดชื่น ช่วยชะลอความแก่ วิตามินอี(Vitamin E)จะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อได้รับการเสริมแรงจากวิตามินซี(Vitamin C)
 

แหล่งของวิตามินอี(Vitamin E) ได้แก่ น้ำมันจากเมล็ดพืชต่างๆ เช่น เมล็ดข้าวโพด เมล็ดฝ้าย เมล็ดทานตะวัน ดอกคำฝอย ถั่วเหลือง และน้ำมันรำข้าว ฯลฯ

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สารต้านอนุมูลอิสระ มีอะไรบ้าง?


สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ได้แก่

1.วิตามินอี (Vitamin E)

2.วิตามมินซี (Vitamin C)

3.แคโรทีนอยด์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

    - แคโรทีน เช่น แอลฟ่า–แคโรทีน เบต้า-แคโรทีน แกมม่า-แคโรทีน ไลโคปีน ซึ่งตัวที่ขึ้นชื่อลือนามในการปราบมะเร็งคือ เบต้า-แคโรทีน และดาวรุ่งที่มาแรงคือ ไลโคปีน

    - แซนโทฟิลล์ เช่น ลูทีน(lutein) ซีแซนทิน(zeaxanthin) และเบต้า-คริปโตแซนซิน(beta-cryptoxanthin) ตัวที่เป็นที่เชิดหน้าชูตามากที่สุดคือ ลูทีน(lutein)

4.สารประกอบฟีนอลิค ได้แก่

    - ฟลาโวนอยด์(flavonoid) เป็นซุปเปอร์สตาร์ของสารกลุ่มนี้ เช่น คาเทชิน(catechin)

    - ไอโซฟลาโวน(isoflavone) เช่น เจนิสทีน(genistein)

    - แทนนินและกรดเอลลาจิค(tannin and ellagic acid)

    - กรดฟีนอลิค ได้แก่ กรดคลอโรเจนิค(chlorogenic acid) กรดคาเฟอิค(caffeic acid) กรดแกลลิค(gallic acid) กรดซิแนพพิค(sinapic acid) เป็นต้น

    สารกลุ่มนี้เป็นสารกลุ่มใหญ่ ยังมีอีกหลายชนิดที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
(Antioxidant) เช่น โครโมน แซนโธรน เคอร์เซทิน(quercetin) รูทิน(rutin) คูมาริน(coumarine) แอนโธไซยานิน(anthocyanin) เป็นต้น

5.เอนไซม์(enzyme)

6.โคเอนไซม์(co-enzyme) เช่น โคเอนไซม์ Q10

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สารต้านอนุมูลอิสระ หาได้จากไหน?


          สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) มีทั่งที่เป็นสารจากธรรมชาติและสารสังเคราะห์ เช่น ฟีนอลิค (phenolic) แคโรทีนอยด์ (carotenoid) วิตามิน (Vitamin) เอนไซม์ (enzyme) และโคเอนไซม์ (co-enzyme) บางชนิด เป็นต้น ซึ่งแต่ละชนิดก็มีหน้าที่แตกต่างกันออกไป บางชนิดพบในเซลล์ร่างกายเราอยู่แล้ว แหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญและนับว่าปลอดภัยที่สุดคืออาหาร ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระก็จะส่งผลให้เรามีภูมิคุ้มกันที่ดี ช่วยต่อสู้กับอนุมูลอิสระ ทำให้ลดอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ โดยอาหารที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากคือพืชผัก ผลไม้ สมุนไพรพื้นบ้านเนื่องจากเราสามารถหาได้ง่าย ราคาถูก ส่วนใหญ่ก็ขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเราจะปลูกเป็นสวนครัวเลยก็จะดีมากเพราะจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการไปซื้อจากร้านค้าได้อีกส่วนหนึ่ง เห็นไหมครับได้ประโยชน์ทั้งสุขภาพดี ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วยครับ ดังสโลแกนที่ว่า "สุขภาพดี มีตังค์ใช้" อันนี้คิดเองครับ ^_^ นอกจากสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากอาหารที่เรารับประทานแล้ว ปัจจุบันได้มีการผสมส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระเข้าไปในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือเครื่องสำอางบางชนิดอีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ หรือผู้ที่มีปัญหาไม่ชอบทานผัก พืชสมุนไพร ก็อาจจะใช้เป็นอีกแนวทางในการดุแลสุขภาพได้อีกด้วย

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สารต้านอนุมูลอิสระ คืออะไร


         สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) เป็นสารที่ทำหน้าที่ป้องกันการเกิดกระบวนการออกซิเดชัน ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระไม่ให้มีผลทำลายเซลล์ ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดความบกพร่องหรือโรคต่างๆ โดยสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) จะมีเทคนิคการจัดการดังนี้

  • สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) จะช่วยไม่ให้พวกอนุมูลอิสระก่อตัวขึ้น ยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ซึ่งเป็นปฏิกิริยาสำคัญที่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำให้อนุมูลอิสระไม่มีโอกาสเกิดขึ้นมาสร้างความเดือดร้อนให้กับร่างกาย
  • สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) จะหยุดยั้งปฏิกิริยาลูกโซ่ของอนุมูลอิสระโดยทำให้อนุมูลอิสระคงตัวและเป็นการหยุดการก่อตัวขึ้นใหม่ของอนุมูลอิสระ
  • สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระทำลายเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกาย
  • สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยกำจัดและแทนที่โมเลกุลที่ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระเพราะโมเลกุลเหล่านี้อาจเป็นพิษและก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้
         กล่าวโดยสรุป คือ สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) จะช่วยยับยั้งการเกิดและกำจัดอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญในการทำลายความสมดุลของระบบต่างๆ ในร่างกาย ดังนั้นการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ(Antioxidant) จะช่วยส่งผลดีต่อร่างกายช่วยลดการเกิดความผิดปกติ ความบกพร่องและลดการเกิดโรคต่างๆ เช่นโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคระบบภูมิคุ้มกันผิดพลาด โรคข้ออักเสบ โรคแก่ก่อนวัย โรคต้อกระจก โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน ฯลฯ เห็นไหมครับ สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ถือว่าเป็นเป็นสารที่สำคัญมากทีเดียวในการดูแลสุขภาพ แล้วสารต้านอนุมูลอิสระหาได้จากไหน? เดี๋ยวเราค่อยไปหาคำตอบจากบทความต่อไปครับ สวัสดีครับ ^_^

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อนุมูลอิสระ คืออะไร


อนุมูลอิสระ
       
อนุมูลอิสระสามารถเกิดขึ้นได้เอง จากกระบวนการออกซิเดชัน (oxidation) คำว่าอนุมูลอิสระ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า free radical อนุมูลอิสระ เป็นโมเลกุลที่ขาดอิเลคตรอน ปกติโมเลกุลในร่างกายของเราจะมีอิเลคตรอนอยู่วงรอบนอกเป็นคู่ซึ่งทำให้โมเลกุลนั้นคงตัว แต่หากมีการสูญเสียอิเลคตรอนหรือรับอิเลคตรอนมาอีกเพียง 1 ตัว จะทำให้โมเลกุลนั้นไม่คงตัว ก็จะทำให้เกิดเป็นตัวปัญหา คือเมื่อเจอโมเลกุลอื่นก็จะคอยเข้าไปแย่งอิเลคตรอนจากเขามาเพื่อให้โมเลกุลของตัวเองมั่นคง โมเลกุลที่ถูกแย่งมาก็จะกลายเป็นตัวปัญหาแทนเพื่อถูกแย่งอิเลคตรอนไป จึงต้องไปแย่งอิเลคตรอนจากโมเลกุลอื่นมาเป็นของตัวเอง จึงทำให้เกิดปัญหาเป็นทอดๆ ไป ซึ่งเราเรียกปฏิกิริยาของอนุมูลอิสระว่าเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ถ้าโมเลกุลใดสูญเสียอิเลคตรอนไปก็เท่ากับว่าโมเลกุลนั้นสูญเสียหน้าที่ของมันไปด้วย ดังนั้นปฏิกิริยาของอนุมูลอิสระจึงมีผลทำลายสมดุลของระบบต่างๆ ในร่างกาย ทำให้เกิดความเสียหายและอันตรายต่อร่างกาย นำไปสู่การเกิดโรคบางโรคได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ โรคข้ออักเสบ โรคแก่ก่อนวัย โรคต้อกระจก โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน(Parkinson) ฯลฯ เป็นอย่างไรบ้างครับเมื่อรู้ถึงพิษสงของอนุมูลอิสระน่ากลัวใช่ไหมครับ แต่ยังไม่ต้องกลัวไปครับ เรายังมีวีรบุรุษทางสุขภาพมาช่วยเหลือ นั่นก็คือ "สารต้านอนุมูลอิสระ" หรือ "สารต้านแอนติออกซิเดนท์" (Antioxidant)